เทคนิคการขับมอเตอร์ไซต์วิบากของนักแข่งชั้นนำ

Motocross

มอเตอร์ไซต์วิบากเป็นอีกหนึ่งกีฬาที่เต็มไปด้วยความท้าทาย น่าตื่นเต้นเร้าใจ การขับขี่มอเตอร์ไซต์ประเภทนี้มีความยากและแตกต่างจากมอเตอร์ไซต์ทั่วไปที่ขับขี่บนท้องถนน วันนี้เราจึงนำเทคนิคการขับมอเตอร์ไซต์วิบากเล็กๆน้อยๆมาฝาคุณผู้อ่านกัน เพื่อให้คุณเข้าใจถึงความต่างของการขับมอเตอร์ไซต์ประเภทนี้

เข้าใจรอบเครื่องยนต์ของแต่ละรุ่น

เครื่องยนต์แต่ล่ะรุ่นมีขีดจำกัดแตกต่างกัน โดยมอเตอร์ไซต์วิบากนั้นจะเน้นอัตราแรงบิดเป็นส่วนใหญ่ ทำให้การออกตัวไม่ต้องพูดถึงเรื่องของ Top Speed เลย เพราะคงไม่มีใครทำความเร็วได้เกิน 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง บนเส้นทางวิบากอย่างแน่นอน เพราะการเดินรอบเครื่องยนต์ , คันเร่ง , เกียร์ ต้องให้สัมพันธ์กันมากที่สุด เนื่องจากการเดินรอบต่ำเกินไปอาจไม่พาคุณผ่านอุปสรรคใดๆไปได้

จัดองค์ประกอบส่วนต่างๆ ของมอเตอร์ไซค์วิบาก

การจัดองค์ประกอบร่างกายของรถมอเตอร์ไซค์วิบาก มีความแตกต่างกับการขับขี่มอเตอร์ไซค์ทางเรียบอยู่พอสมควร แต่ก็ไม่ถึงกับต่างไปเลย เริ่มจากการวางเท้า ตามปกติทั่วไปแล้วเราจะวางเท้าอยู่ในตำแหน่งเหนือคันเกียร์ พร้อมเบรกหลังไว้เสมอๆ แต่สำหรับการขับขี่วิบากนั้น ปลายเท้าทั้ง 2 ข้างจะต้องจิกอยู่ตรงที่พักเท้า ห้ามวางเท้าบนคันเกียร์และเบรกเด็ดขาด เพราะรองเท้าที่ใส่ในการขี่นั้นมีความหนากว่าปกติ โดยมันอาจจะไปเตะโดนส่วนใดส่วนหนึ่งก็ได้ ในเรื่องของการใช้เบรกให้เน้นไปตรงเบรกหน้า 70 % ซึ่งมันจะใช้งานหนักกว่าแบบทางเรียบ ส่วนท่านั่งต้นขาต้องหนีบตัวถังไว้ตลอดเวลา แต่การขับขี่นั้นจะยืนมากกว่าการนั่งอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ลำตัวอาจต้องโน้มไปข้างหน้าเล็กน้อย แขนกับศอกต้องกางออกอย่างเป็นธรรมชาติไม่เหมือนขับขี่ในทางเรียบ เนื่องจากการควบคุมรถกับการถ่ายเทน้ำหนักจะต้องอยู่ด้านหน้าเสมอ

วิธีการเข้าโค้งที่ถูกวิธี

การเข้าโค้งจะต้องมีการยื่นเท้าไปในด้านนอกของโค้งเสมอ เพื่อการปรับสมดุลและง่ายต่อการควบคุม แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเร็วรวมทั้งอัตรารอบของเครื่องยนต์ในโค้งนั้นๆ ด้วย

การข้ามอุปสรรคในการขับมอเตอร์ครอส

อุปสรรค ไม่ว่าจะเป็นรากไม้ , ก้อนหิน , โคลน หรือหนองน้ำ จึงต้องใช้เทคนิคการยืนบนรถเพื่อผ่านอุปสรรคนั้นๆไป เช่น มีรากไม้ขนาดใหญ่ล้มขวางอยู่ด้านหน้าของรถ ผู้ขี่ก็ต้องยืนขึ้นและถ่ายน้ำหนักไปยังด้านหลังเพียงเล็กน้อย เพื่อให้ล้อหน้ามีน้ำหนักเบาขึ้นจากการกระจายน้ำหนัก ต่อมาเมื่อล้อหน้าผ่านไปได้ก็ให้โน้มตัวมาข้างหน้าเพื่อการถ่ายเทน้ำหนักไปลงที่ล้อหน้าเพื่อให้ล้อด้านหลังเบาจะสามารถผ่านอุปสรรคไปได้ ดังนี้คุณจะเห็นแล้วว่าการยืนและถ่ายเทน้ำหนักก็เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้สามารถผ่านไปได้